เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ต.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับ นางวงเดือน จันลา อายุ 42 ปี พักอยู่บ้านเลขที่ 183 ถนนแสงชูโต เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี หลังจากทราบข่าวว่าทางครอบครัวมีผ้าห่มพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ในตลาดบ้านโป่ง เมื่อวันที่ 9 ก.ย. พ.ศ.2497

 

โดยนางวงเดือนนำผ้าห่มสีน้ำตาล ที่มีสภาพเก่าและขาดเสียหาย เนื่องจากผ่านกาลเวลามากว่า 60 ปี ของน.ส.ก้ำฟ้า จงสถาพรพันธุ์ ผู้เป็นมารดา ที่ทั้งรักและหวงแหนมอบไว้ให้ก่อนสิ้นลม ออกมาให้ผู้สื่อข่าวชม ก่อนเปิดเผยเรื่องราวความทุกข์ในอดีตของคุณแม่ในวัยเด็ก ว่า เมื่อครั้งเพลิงได้เผาผลาญบ้านเรือนในตลาดบ้านโป่งกว่า 100 หลังคาเรือน ครอบครัวตนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว เฉกเช่นเดียวกับชาวบ้านอีกหลายครอบครัว แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่9 ที่เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อวันที่ 13 ก.ย.พ.ศ.2497 พร้อมพระราชทานสิ่งของเครื่องนุ่งห่มและทุนทรัพย์ จึงเป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมจิตใจให้มีความหวัง กลับมาสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่อีกครั้ง

 

“เมื่อเติบโตขึ้นการซึมซับถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระองค์ทรงทำเพื่อพสกนิกรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งทำให้รู้ซึ้งถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างล้นพ้น ข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 ต.ค.พ.ศ.2559 จึงนับเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของดิฉัน” นางวงเดือน กล่าว

 

นางวงเดือน กล่าวต่อว่า ตนครอบครัวจึงตั้งใจเดินทางไปกราบพระบรมศพ ที่พระบรมมหาราชวังทุกครั้งที่มีโอกาสอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่เมื่อกำหนดการถวายพระเพลิงพระบรมศพใกล้เข้ามา โอกาสที่จะเข้าเฝ้าแบบนี้จะไม่มีอีกแล้ว จึงตั้งใจเดินทางไปกราบพระบรมศพทุกวันจนถึงครั้งสุดท้าย คือเมื่อเวลา 00.50 น. วันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา และรอจนประตูพระบรมมหาราชวังปิด รวมจำนวนเข้ากราบพระบรมศพ 26 ครั้ง

 

“ทุกครั้งจะตั้งจิตอธิฐานต่อพระองค์ท่านว่า “ขอเป็นคนดีและทำความดีต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสืบไป เนื่องจากซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้” นางวงเดือน กล่าว

Tags:

Share this post

Post Comment